ข้อคิดที่ได้จาก MasterChef Thailand (Season 1 – EP.10) …เวลาของคุณเริ่มแล้ว!

*คำเตือน… เนื้อหาในบทความนี้ อาจมีการเผยแพร่เนื้อหาบางส่วนของรายการ

mc1

การแข่งขันแบบทีมในครั้งนี้ มาแข่งขันกันถึงโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งโจทย์ของการแข่งขันในวันนี้คือ ทั้งสองทีมจะต้องทำอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้เด็กๆชั้นประถมศึกษา อายุ 6 – 9 ปี จำนวน 101 คน โดยจะต้องมีของคาว 1 อย่าง และของหวานอีก 1 อย่าง ซึ่งทั้งสองทีมจะมีเวลา 90 นาทีในการเตรียมอาหารจนถึงเสิร์ฟจานแรก และอีก 60 นาทีในการเสิร์ฟอาหารทั้งหมด

การแข่งขันในวันนี้จะดุเดือดแค่ไหน และมีข้อคิดดีๆอย่างไรบ้าง เรามาดูกัน


บทเรียนวันนี้

  1. การทำงานที่แท้จริงนั้น คุณไม่สามารถเลือกลูกทีมหรือหัวหน้าทีมของคุณเองได้ ดังนั้นคุณควรจะต้องเรียนรู้การทำงานเป็นทีมกับคนอื่นๆ ด้วย
  2. ในการทำงานหรือการใช้ชีวิต จงอย่ามีอคติ เมื่อมีอคติ ก็อาจจะทำให้เกิดการพลาดพลั้ง ทำให้งานเสียหายได้
  3. การทำงานไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร วันหนึ่งคนที่คุณเกลียดมากๆ อาจจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตคุณเอาไว้ก็ได้
  4. จงทำงานของคุณให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่คุณจะต้องไป คุณจะได้ออกไปอย่างสง่างามและภาคภูมิ

 

การทำงานที่แท้จริงนั้น คุณไม่สามารถเลือกลูกทีมหรือหัวหน้าทีมของคุณเองได้ ดังนั้นคุณควรจะต้องเรียนรู้การทำงานเป็นทีมกับคนอื่นๆ ด้วย

mc6

เนื่องจากครั้งที่แล้ว แก้ว ทำเมนูได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 และเป่าทำเมนูได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ทั้งสองคนจึงได้สิทธิในการเป็นหัวหน้าทีมของทั้งสองทีมในวันนี้ โดยแก้ว หัวหน้าทีมสีแดง ได้เลือกลูกทีมไว้ คือ มาร์ค จำลอง หญิงอ๊อด อ๊อฟ และนิค ส่วน เป่า หัวหน้าทีมสีน้ำเงิน ก็ได้ประกาศก้องไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าจะเลือกดรีมทีมทีมเดิมของตัวเอง นั่นคือ ลิซ่า พลอย น้ำฝน และบัว ทุกอย่างดูเหมาะเจาะลงตัว ต่างฝ่ายต่างได้ลูกทีมที่ตัวเองพอใจ จนกระทั่ง เชฟป้อมได้ประกาศว่า ขอให้หัวหน้าทีมทั้งสองทีมสลับผ้ากันเปื้อนกัน (ผ่าง!!!)

ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่เชฟป้อมกล่าวไว้นั่นแหละ ในการทำงานจริงนั้น คุณไม่มีสิทธิที่จะเลือกลูกทีมของคุณได้เองหรอก นอกจากว่าคุณจะเก่งจริงและเงินถึง เพราะในชีวิตจริง คนแต่ละคนย่อมจะมีทางเลือกเป็นของตัวเอง ในฐานะหัวหน้าทีม คุณอาจจะอยากได้ลูกทีมเก่งๆ แต่ถ้าบริษัทของคุณเงินไม่ถึง ลูกทีมที่เก่งๆของคุณก็อาจจะต้องเซย์บาย แล้วไปอยู่กับบริษัทอื่นที่สามารถจ่ายเงินเดือนให้ได้ตามที่เขาต้องการ หรือในฐานะลูกน้อง ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ หากหัวหน้าคนเดิมลาออกไป การจะได้หัวหน้าคนใหม่มาแทนแล้วจะถูกจริตถูกใจเราเป๊ะๆ ย่อมหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ซึ่งถ้าได้หัวหน้าที่เข้ากันกับเราไม่ได้ เราก็ไม่มีสิทธิอะไรที่จะไปบอกกับองค์กรว่าให้ไล่เขาออกไป

ดังนั้น หากคุณไม่มีสิทธิเลือกมากนัก ก็ต้องเป็นตัวคุณนี่แหละที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่ พยายามทำตัวให้เข้ากับหัวหน้าหรือลูกน้องของตนให้ได้มากที่สุด เพื่อที่การทำงานต่างๆจะได้ลุล่วง ไม่ติดขัด เพราะอคติที่มีอยู่ในใจของตัวเอง

 

ในการทำงานหรือการใช้ชีวิต จงอย่ามีอคติ เมื่อมีอคติ ก็อาจจะทำให้เกิดการพลาดพลั้ง ทำให้งานเสียหายได้

mc14

หากสังเกตการนำทีมของเป่าดีๆ เราจะเห็นว่า เป่าจะเป็นผู้คิดเมนูและจัดแจงสั่งการแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนทำงานแต่ละอย่างอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เป่ามีอคติกับเพื่อนร่วมทีม คิดว่าไม่เก่งเท่ากับลูกทีมอีกทีมหนึ่งที่ตัวเองเลือกไว้ในตอนแรก และอาจจะเพราะมีความไม่ชอบนิคเป็นทุนเดิม ทำให้ไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจ ก็เลยไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

เมื่อการทำอาหารและการเสิร์ฟของทั้งสองทีม ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ซอสของทีมสีแดงมีไม่พอ ซึ่งทางจำลองได้บอกกับเป่าแล้ว แต่เป่าตัดสินใจเองทันที บอกว่าไม่ต้องทำเพิ่ม ตัดสินใจที่จะไม่เสิร์ฟอาหาร 15 จานที่เหลือ แต่เมื่อเชฟป้อมทราบเรื่อง ก็มาตำหนิ จนเป่าต้องตัดสินใจใหม่ รีบให้ทำเพิ่มในทันที

ความจริงแล้ว หากเป่าขจัดอคติในใจของตัวเอง และยอมรับฟังจำลองและตัดสินใจร่วมกันให้ทำซอสเพิ่มแต่แรกนั้น ก็อาจจะมีเวลาเหลือมากกว่านี้ แต่ตอนที่ตัดสินใจทีหลังนั้น ทำเอาเกือบจะเสิร์ฟกันไม่ทันเลยทีเดียว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเคยมีพระราชดำรัส ในโอกาสที่ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๙ไว้ว่า

“…อคตินี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือผิดพลาดได้ง่าย เพราะว่าอคตินี้ เป็นการไปไม่ถูก ตามศัพท์ก็เป็นที่ไปที่ไม่ถูก หมายความว่าเวลาเราเจออะไร ฟังอะไร ไปตามเหตุการณ์นั้นทันที โดยไม่พิจารณา ถ้าหากว่าพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่ามันเป็นทางที่ควรไป หรือไม่ควรไป

คำว่า “ไป” นี้ ก็ไม่ใช่ว่าเดินไป แต่หมายถึงเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อคตินั้น ก็มาจากหลายอย่าง มาจากกิเลสต่างๆ ที่มีคือความโลภ ความโกรธ หรือความไม่รู้ หรือบางทีก็เพราะว่ากลัว…”

เมื่อพิจารณาถึงเนื้อความในพระราชดำรัสข้างต้น เราจะพบว่า สิ่งที่ทำให้คนเราทำความผิดหรือมีความผิดพลาดได้ง่ายนั้นก็คืออคติ หมายถึง การเดินขบวนการความคิดไปในทางที่ไม่ถูก อันเกิดมาจากกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความไม่รู้ และ ความกลัว นี่แสดงให้เห็นว่า อคติเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่ปรารถนา

อคติ แปลว่า ไม่ตรง ไม่ตรงทิศ ไม่ตรงทาง และไม่ตรงธรรม เทียบเคียงกับภาษาอังกฤษคือ Bias ภาษาไทย แปลว่า “ลำเอียง” อคติ คือ สัญชาตญาณที่ถูกโน้มน้าวไปโดยไร้ความเที่ยงธรรม และความเอนเอียงแห่งอารมณ์ที่ผุดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และช่องว่างในสังคม

ซึ่งปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดอคตินั้นมี 4 อย่าง คือ

1. ฉันทาคติ = ความรักใคร่ชอบพอ

2. โทสาคติ = ความโกรธ เกลียดชัง

3. โมหาคติ = ความหลง เขลา เบาปัญญา

4. ภยาคติ = ความเกรงกลัว ขลาด

อคติจึงเป็นสาเหตุหลักของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน

ในการทำงานในชีวิตจริงนั้น อคติจะสามารถนำพาให้เราติดอยู่ในเหตุการณ์ประทับใจที่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ คิดอยู่เสมอว่าฉันเคยทำสำเร็จมาแล้ว ฉันก็ต้องทำได้สำเร็จอีก (ฉันทาคติ) นี่ก็จะส่งผลให้เกิดการละเลยข้อมูลที่ควรแก่การทำงานในขณะนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก (โมหาคติ) เมื่อมีการทำงานร่วมกันก็จะยึดมั่นในความคิดของตน ซึ่งถ้าใครขัดแย้งด้วย ก็จะวิวาทกับเขาทันที (โทสาคติ) ด้วยความที่ข้อมูลของตนเองไม่เด่นชัด ความกังวลใจจึงเกิดขึ้นมาก (ภยาคติ) การทำงานในความรับผิดชอบจึงลดประสิทธิภาพลง ความขัดแย้งในการทำงานก็มีเพิ่มมากขึ้น มิตรสหายก็ห่างเหินไปในที่สุด

 

การทำงานไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร วันหนึ่งคนที่คุณเกลียดมากๆ อาจจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตคุณเอาไว้ก็ได้

mc14.png

ในตอนเลือกคนเข้าทีม นิคเป็นคนสุดท้ายที่ถูกเลือก ซึ่งเป่าได้บอกไว้ว่า คนที่เขาไม่อยากให้เข้าทีมมากที่สุดก็คือ นิค แต่สุดท้าย เป่า ก็ต้องได้นิคมาเป็นลูกทีมของตัวเองจนได้ ส่วนตัวนิคนั้นแม้จะต้องมาอยู่กับทีมเป่าโดยไม่เต็มใจก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว ตอนที่ทีมสีแดงถึงขั้นวิกฤติ ซอสไม่พอ ทีมนี้ก็ได้นิคนี่แหละที่ช่วยแก้สถานการณ์ รีบสับเนื้อหมูและนำมาทำซอสอย่างเร็วที่สุด จนสามารถเสิร์ฟได้ครบทั้ง 15 จานที่เหลือ

ในชีวิตการทำงาน เป็นเรื่องปกติที่คุณจะต้องทำงานร่วมกับคนที่ดีและไม่ดี คนที่คุณชอบและคนที่คุณเกลียด แต่ในโลกของการทำงาน ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร คนๆนึงที่เคยสนิทสนมกัน วันหนึ่งอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ในทางกลับกัน คนที่เราอาจเคยนึกเกลียด วันนึงอาจจะกลายมาเป็นคนที่เรารักและเคารพคนนึงก็ได้… สิ่งสำคัญก็คือ ไม่ว่าใครจะเป็นยังไง หรือจะทำกับเราอย่างไร เราก็อย่าไปยึดถือเอามาเป็นเรื่องที่ต้องปวดหัว มุ่งมั่นทำงานในส่วนของเราให้ดีที่สุด ปฏิบัติตัวของเราให้ดีที่สุด คิดดี ทำดี พูดดี สุดท้ายแล้ว คนที่ไม่ดีกับเราก็จะออกไปจากชีวิตของเราเอง หรือไม่เราเองนั่นแหละที่จะได้ออกไปจากสังคมที่ไม่ดีนั้นได้เอง

ในทางกลับกัน ในโลกของชีวิตจริง ท่ามกลางคนที่ดีและไม่ดีที่เราได้พบเจอจากการเรียนและทำงานนั้น เราอาจได้พบกับมิตรแท้ที่คอยช่วยแนะนำสิ่งดีๆให้กับเราได้เหมือนกัน การที่เราปฏิบัติตัวตนให้ดีนั้น มันก็จะดึงดูดสิ่งดีๆและคนดีๆให้มาอยู่กับเราเช่นกัน

 

ซึ่งเมนูของทั้งสองทีมที่นำมาเสิร์ฟเด็กๆในสัปดาห์นี้คือ

mc2

เบรดโทสต์ซอสครีมเห็ดโบโลนเนส สแครมเบิลเอกก์ เสิร์ฟคู่กับมิกซ์ฟรุตกับไอศกรีม ของทีมสีแดง และ

mc15

แซนวิชย่างแบบเปิดวางทับด้วยมีตบอล ราดด้วยซอสมะเขือเทศและมอซซาเรลลาชีส และของหวานคือ ไอศกรีมวานิลลาคาราเมลเสิร์ฟคู่กับเบอร์รี่สดและซอสมิกซ์เบอร์รี่ ของทีมสีน้ำเงิน

และทีมที่ชนะในวันนี้ก็คือ…

mc18

ทีมสีแดง นั่นเองค่ะ!!! โดยชนะด้วยคะแนน 64:37

นั่นจึงทำให้ทีมสีน้ำเงินของแก้ว ต้องไปแข่งในรอบคัดออก

mc19

ในรอบคัดออก หรือรอบที่ทางรายการเรียกว่า รอบความละเอียดและความแม่นยำนั้น ในสัปดาห์นี้ โจทย์คือ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเส้นพาสต้าเองโดยทางรายการจะมีสูตรให้ และจะทำซอสอะไรก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่า เส้นพาสต้าต้องเหนียวนุ่มด้านนอก แต่แกนกลางจะยังมีความกรึบอยู่ หรือที่เขาเรียกว่า อัล เดนเต้ (Al dente) นั่นเอง โดยแต่ละคนจะมีเวลาในการทำเมนูพาสต้าของตนเองเพียง 90 นาที

 

จงทำงานของคุณให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่คุณจะต้องไป คุณจะได้ออกไปอย่างสง่างามและภาคภูมิ

mc28

ในสัปดาห์นี้ บัวทำเมนูออกมาได้ดีมาก จนถึงขนาดเชฟป้อมยังบอกว่าทำออกมาได้ดี และจัดจานได้อย่างสวยงาม และเมื่อบัวบอกว่า ถ้าทำให้เชฟป้อมยิ้มได้ ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งเชฟป้อมก็บอกว่า ให้ดูนะ

.

.

.

mc29

หม่อมป้าของเรายิ้มซะกว้างเชียว 55+

แต่สุดท้าย ด้วยความที่สัปดาห์นี้ สาวๆทั้ง 5 คนทำได้ดีเยี่ยมกันทุกคน คณะกรรมการจึงต้องหาเมนูที่ทำได้ดีน้อยที่สุดแทน ซึ่งนั่นก็คือเมนูของบัวนั่นเอง เนื่องจากซอสของบัวนั้นยังมีรสอ่อนไปนิดนึง แต่เพราะเป็นจานที่ถือว่าดีที่สุดตั้งแต่อยู่ในมาสเตอร์เชฟมา บัวจึงสามารถยิ้มได้ และเดินออกไปด้วยความภาคภูมิใจ

“คือทุกจานออกมาดีหมดเลย แต่บัวมีข้อผิดพลาดที่เยอะที่สุด ตกรอบก็ไม่เสียใจค่ะ เพราะสุดท้ายแล้ววันนี้ ภูมิใจที่เชฟป้อมชมเรา ดีใจที่สุดแล้วค่ะ”

mcf

นอกจากการแข่งขันที่เข้มข้นของผู้เข้าแข่งขัน สัปดาห์นี้ เรายังได้เห็นโมเมนต์น่ารักๆของนิคและลิซ่า ที่นิคคอยช่วยลุ้นเป็นกำลังใจให้ลิซ่า และยิ้มเมื่อกรรมการชมว่าเมนูของลิซ่าอร่อย… ว่าแล้วเชียวว่าสองคนนี้ จริงๆก็สนิทกัน แต่มาทะเลาะกันในรายการให้เป็นสีสันไปอย่างนั้นเอง

mc30

สัปดาห์หน้าจะมีโมเมนต์น่ารักๆอย่างนี้อีกหรือไม่ และเราจะได้ข้อคิดดีๆอะไรอีกบ้าง

แล้วเราจะมาพบกันใหม่ที่นี่…

MasterChef Thailand …เวลาของคุณเริ่มแล้ว!

(Credit: ภาพจากรายการ MasterChef Thailand)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s